ภาพยนตร์ไทย
หากเราพูดถึงการพักผ่อนของคนทั่วไป หนึ่งในนั้นต้องมีตัวเลือก
ของการดูภาพยนตร์อยู่ในคำตอบของหลายๆคน แต่ภาพยนตร์ก็มีอยู่
หลากหลายแนว ทั่วโลก ให้เลือกรับชมได้ทั่วไป ซึ่งที่เราจะพูดถึงคือเรื่อง
ของภาพยนตร์ไทย เหตุผลที่เลือกทำเรื่องนี้เพราะว่าส่วนตัวคิดว่า เรื่องราว
ความเป็นมา รายละเอียดต่างๆของภาพยนตร์ไทย มีคนไม่มากนักที่จะรู้
จักและรู้จริงด้วยความสนใจ จึงทำให้เลือกที่จะศึกษา ค้นคว้า หาข้อมูล
มานำเสนอ เรื่องจริงของภาพยนตร์ไทย ทั้งนี้ภาพยนตร์ไทยในยุคอดีต
และปัจจุบัน ก็มีวิวัฒนาการที่เปลี่ยนไปมาก คุณภาพ ยุคสมัย เทคโนโลยี
ทำให้ภาพยนตร์ไทยกลับมามีบทบาทขึ้น คนให้ความสนใจมากขึ้น
และภาพยนตร์ไทยก็เริ่มมีแนว ของหนังที่หลากหลายขึ้นมากกว่าอดีต
มีภาพยนตร์ที่ให้สาระแก่คนในชาติเกิดขึ้น ได้รับความนิยม ทั้งนี้สื่อภาพยนตร์
ก็ได้นำเสนอเรื่องราวของประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งก็ได้รับกระแสตอบรับที่ดี
ผู้คนให้ความสนใจจำนวนมาก สามารถนำเสนอเรื่องราวประวัติศาสตร์
ได้ในวงกว้าง มากกว่าหนังสืออีกด้วย อาทิ เช่น ตำนานสมเด็จพระศรีสุริโยไท
, ตำนานสมเด็จพระนเรศวรทุกภาค เป็นต้น
หน้าแรกแห่งประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย
ปี พ.ศ. 2440 เป็นปีแห่งการขึ้นหน้าแรกของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์
ในประเทศไทย วันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2440 นายฟรองซัว
อองรี ลาแวนชี คล้าร์ก( Francois Henri Lavanchy-Clarke )
ช่างถ่ายภาพยนตร์คนแรกของสวิตเซอร์แลนด์ได้บันทึกเหตุการณ์
ขบวนรถม้าเกียรติยศนำพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เสด็จไปในท้องถนนกลางกรุงเบิร์น ในการเยือนสวิตเซอร์แลนด์
อย่างเป็นทางการ เป็นฟิล์มภาพยนตร์หนึ่งม้วน ซึ่งนับเป็นภาพยนตร์
ม้วนแรกสุดที่ถ่ายเกี่ยวกับชาติไทย
หลังจากนั้นวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2440 เมื่อรัชกาลที่ 5
เสด็จถึงกรุงสต็อคโฮล์ม สวีเดนนายเออร์เนสท์ ฟลอร์แมน
( Ernest Florman ) ช่างถ่ายภาพยนตร์คนแรกของสวีเดน
ก็ได้ถ่ายภาพยนตร์บันทึกเหตุการณ์พระราชพิธีรับเสด็จที่ท่าเรือ
หน้าพระราชวังหลวงในกรุงสตอคโฮล์ม
ในประเทศไทย วันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2440 นายฟรองซัว
อองรี ลาแวนชี คล้าร์ก( Francois Henri Lavanchy-Clarke )
ช่างถ่ายภาพยนตร์คนแรกของสวิตเซอร์แลนด์ได้บันทึกเหตุการณ์
ขบวนรถม้าเกียรติยศนำพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เสด็จไปในท้องถนนกลางกรุงเบิร์น ในการเยือนสวิตเซอร์แลนด์
อย่างเป็นทางการ เป็นฟิล์มภาพยนตร์หนึ่งม้วน ซึ่งนับเป็นภาพยนตร์
ม้วนแรกสุดที่ถ่ายเกี่ยวกับชาติไทย
หลังจากนั้นวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2440 เมื่อรัชกาลที่ 5
เสด็จถึงกรุงสต็อคโฮล์ม สวีเดนนายเออร์เนสท์ ฟลอร์แมน
( Ernest Florman ) ช่างถ่ายภาพยนตร์คนแรกของสวีเดน
ก็ได้ถ่ายภาพยนตร์บันทึกเหตุการณ์พระราชพิธีรับเสด็จที่ท่าเรือ
หน้าพระราชวังหลวงในกรุงสตอคโฮล์ม
ฟิล์มภาพยนตร์ทั้งสองม้วนนี้ได้รับการอนุรักษ์ไว้จนถึงปัจจุบัน
ช่วงเวลาเดียวกันนั้น แผ่นดินสยาม วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2440
หนังสือพิมพ์บางกอกไตมส์ได้ตีพิมพ์ประกาศแจ้งความกำหนด
การละเล่นซีนีมาโตแครฟของชาวปารีส ณ โรงละคร
หม่อมเจ้าอลังการ (มาลากุล) ข้างประตูสามยอด
ในคืนวันที่ 10 , 11 และ 12 มิถุนายนนั้น ผู้ที่นำการละเล่น
อย่างใหม่ล่าสุดของโลกชนิดนี้เข้ามาสยามคือ
นายเอส. จี. มาร์คอฟสกี (S. G. Marchovsky ) ไม่ทราบสัญชาติ
หลังจากจัดฉายที่โรงละครซึ่งเก็บค่าชมจากสาธารณชนแล้ว
ต่อมาคืนวันที่ 28 มิถุนายน นายมาร์คอฟสกีได้รับการติดต่อ
ให้นำซีนีมาโตแครฟเข้าไปแสดงถวายสมเด็จพระนางเจ้า
เสาวภา ผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน
ต่างพระองค์ ณ มุขพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง
วันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2440 จึงนับว่าเป็นวันกำเนิดภาพยนตร์
ในประเทศไทย
หนังสือพิมพ์บางกอกไตมส์ได้ตีพิมพ์ประกาศแจ้งความกำหนด
การละเล่นซีนีมาโตแครฟของชาวปารีส ณ โรงละคร
หม่อมเจ้าอลังการ (มาลากุล) ข้างประตูสามยอด
ในคืนวันที่ 10 , 11 และ 12 มิถุนายนนั้น ผู้ที่นำการละเล่น
อย่างใหม่ล่าสุดของโลกชนิดนี้เข้ามาสยามคือ
นายเอส. จี. มาร์คอฟสกี (S. G. Marchovsky ) ไม่ทราบสัญชาติ
หลังจากจัดฉายที่โรงละครซึ่งเก็บค่าชมจากสาธารณชนแล้ว
ต่อมาคืนวันที่ 28 มิถุนายน นายมาร์คอฟสกีได้รับการติดต่อ
ให้นำซีนีมาโตแครฟเข้าไปแสดงถวายสมเด็จพระนางเจ้า
เสาวภา ผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน
ต่างพระองค์ ณ มุขพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง
วันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2440 จึงนับว่าเป็นวันกำเนิดภาพยนตร์
ในประเทศไทย
กำเนิดโรงหนัง
นับจากปี พ.ศ. 2440 เป็นต้นมา ได้มีคณะภาพยนตร์จากต่างประเทศ
เดินทางเข้ามาฉายภาพยนตร์สู่สาธารณชนในกรุงเทพฯ ปีละสอง
สามรายเสมอ ทำให้ชาวสยามเริ่มคุ้นเคยและเรียกมหรสพนี้ว่า หนังฝรั่ง
มีลักษณะคล้ายมหรสพ หนัง ดั้งเดิมของไทยซึ่งมีสองอย่าง คือ หนังใหญ่
และ หนังตะลุง ดังนั้นเมื่อเห็นฝรั่งนำการละเล่นคล้ายหนังมาแสดง
จึงเรียกว่า หนังฝรั่ง
เดินทางเข้ามาฉายภาพยนตร์สู่สาธารณชนในกรุงเทพฯ ปีละสอง
สามรายเสมอ ทำให้ชาวสยามเริ่มคุ้นเคยและเรียกมหรสพนี้ว่า หนังฝรั่ง
มีลักษณะคล้ายมหรสพ หนัง ดั้งเดิมของไทยซึ่งมีสองอย่าง คือ หนังใหญ่
และ หนังตะลุง ดังนั้นเมื่อเห็นฝรั่งนำการละเล่นคล้ายหนังมาแสดง
จึงเรียกว่า หนังฝรั่ง
จนกระทั่งปี พ.ศ. 2448 คณะฉายหนังฝรั่งจากประเทศญี่ปุ่น คือ
นาย ท. วาตานาเบ ( T. Watanabe ) เข้ามาจัดตั้งโรงภาพยนตร์
เป็นการถาวรแห่งแรกในสยามที่เวิ้งว่างหลังวัดดึก ถนนเจริญกรุง
จัดฉายหนังฝรั่งเป็นประจำทุกคืน ทำให้ชาวสยามค่อยๆเปลี่ยนไป
เรียกมหรสพ ชนิดนี้ว่า หนังญี่ปุ่น แต่ในระยะนี้เองได้มีการใช้คำเก่า
แต่เดิมในภาษาไทย คือคำว่า ภาพยนตร์ หรือ รูปพยนต์
ต่อมาโรงหนังญี่ปุ่นได้รับพระบรมราชานุญาตให้ประดับตราแผ่นดินได้
ชาวสยามจึงเรียกชื่อเสียใหม่
ว่า โรงหนังญี่ปุ่นหลวง ความสำเร็จของโรงหนังญี่ปุ่นเป็นตัวอย่าง
ให้พ่อค้าชาวสยามคิดทำธุรกิจจัดตั้ง โรงภาพยนตร์ขึ้นบ้างทีละโรงสองโรง
เช่น โรงหนังกรุงเทพซีนีมาโตกราฟ โรงหนังรัตนปีระกา โรงหนังบางรัก
โรงหนังพัฒนาการ ฯลฯ และต้องแข่งขันกันอย่างเข้มข้น
ด้วยการลดแลกแจกแถม โรงหนังในกรุงเทพฯ ตลอดจนโรงหนัง
ในต่างจังหวัด ไปจนถึงระยะก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เกือบทั้งหมด
เป็นโรงหนังที่มีสภาพไม่ต่างจากโกดังเก็บสินค้า เป็นโรงโถงโครงสร้างไม้
หลังคามุงสังกะสี ผนังกรุด้วยไม้ และสังกะสี
นาย ท. วาตานาเบ ( T. Watanabe ) เข้ามาจัดตั้งโรงภาพยนตร์
เป็นการถาวรแห่งแรกในสยามที่เวิ้งว่างหลังวัดดึก ถนนเจริญกรุง
จัดฉายหนังฝรั่งเป็นประจำทุกคืน ทำให้ชาวสยามค่อยๆเปลี่ยนไป
เรียกมหรสพ ชนิดนี้ว่า หนังญี่ปุ่น แต่ในระยะนี้เองได้มีการใช้คำเก่า
แต่เดิมในภาษาไทย คือคำว่า ภาพยนตร์ หรือ รูปพยนต์
ต่อมาโรงหนังญี่ปุ่นได้รับพระบรมราชานุญาตให้ประดับตราแผ่นดินได้
ชาวสยามจึงเรียกชื่อเสียใหม่
ว่า โรงหนังญี่ปุ่นหลวง ความสำเร็จของโรงหนังญี่ปุ่นเป็นตัวอย่าง
ให้พ่อค้าชาวสยามคิดทำธุรกิจจัดตั้ง โรงภาพยนตร์ขึ้นบ้างทีละโรงสองโรง
เช่น โรงหนังกรุงเทพซีนีมาโตกราฟ โรงหนังรัตนปีระกา โรงหนังบางรัก
โรงหนังพัฒนาการ ฯลฯ และต้องแข่งขันกันอย่างเข้มข้น
ด้วยการลดแลกแจกแถม โรงหนังในกรุงเทพฯ ตลอดจนโรงหนัง
ในต่างจังหวัด ไปจนถึงระยะก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เกือบทั้งหมด
เป็นโรงหนังที่มีสภาพไม่ต่างจากโกดังเก็บสินค้า เป็นโรงโถงโครงสร้างไม้
หลังคามุงสังกะสี ผนังกรุด้วยไม้ และสังกะสี
แตรวงนับเป็นกิจกรรมสำคัญอย่างหนึ่งที่โรงหนังต้องจัดให้มีไว้ประจำโรง
ทุกแห่ง เพื่อคอยบรรเลงดนตรีประโคมหน้าโรงก่อนหนังฉาย
และเล่นประกอบในโรงภาพยนตร์ขณะฉายหนัง
และเล่นประกอบในโรงภาพยนตร์ขณะฉายหนัง
คลิปสัมภาษณ์ผู้ที่สนใจภาพยนตร์ไทย
คุณบอสและคุณโม





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น