ภาพยนตร์ไทย
หน้าแรกแห่งประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย
ปี
พ.ศ.
2440 เป็นปีแห่งการขึ้นหน้าแรกของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์
ในประเทศไทย วันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2440 นายฟรองซัว
อองรี ลาแวนชี คล้าร์ก( Francois Henri Lavanchy-Clarke )
ช่างถ่ายภาพยนตร์คนแรกของสวิตเซอร์แลนด์ได้บันทึกเหตุการณ์
ขบวนรถม้าเกียรติยศนำพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เสด็จไปในท้องถนนกลางกรุงเบิร์น ในการเยือนสวิตเซอร์แลนด์
อย่างเป็นทางการ เป็นฟิล์มภาพยนตร์หนึ่งม้วน ซึ่งนับเป็นภาพยนตร์
ม้วนแรกสุดที่ถ่ายเกี่ยวกับชาติไทย
หลังจากนั้นวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2440 เมื่อรัชกาลที่ 5
เสด็จถึงกรุงสต็อคโฮล์ม สวีเดนนายเออร์เนสท์ ฟลอร์แมน
( Ernest Florman ) ช่างถ่ายภาพยนตร์คนแรกของสวีเดน
ก็ได้ถ่ายภาพยนตร์บันทึกเหตุการณ์พระราชพิธีรับเสด็จที่ท่าเรือ
หน้าพระราชวังหลวงในกรุงสตอคโฮล์ม
ในประเทศไทย วันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2440 นายฟรองซัว
อองรี ลาแวนชี คล้าร์ก( Francois Henri Lavanchy-Clarke )
ช่างถ่ายภาพยนตร์คนแรกของสวิตเซอร์แลนด์ได้บันทึกเหตุการณ์
ขบวนรถม้าเกียรติยศนำพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เสด็จไปในท้องถนนกลางกรุงเบิร์น ในการเยือนสวิตเซอร์แลนด์
อย่างเป็นทางการ เป็นฟิล์มภาพยนตร์หนึ่งม้วน ซึ่งนับเป็นภาพยนตร์
ม้วนแรกสุดที่ถ่ายเกี่ยวกับชาติไทย
หลังจากนั้นวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2440 เมื่อรัชกาลที่ 5
เสด็จถึงกรุงสต็อคโฮล์ม สวีเดนนายเออร์เนสท์ ฟลอร์แมน
( Ernest Florman ) ช่างถ่ายภาพยนตร์คนแรกของสวีเดน
ก็ได้ถ่ายภาพยนตร์บันทึกเหตุการณ์พระราชพิธีรับเสด็จที่ท่าเรือ
หน้าพระราชวังหลวงในกรุงสตอคโฮล์ม
ฟิล์มภาพยนตร์ทั้งสองม้วนนี้ได้รับการอนุรักษ์ไว้จนถึงปัจจุบัน
ช่วงเวลาเดียวกันนั้น
แผ่นดินสยาม วันที่
9
มิถุนายน
พ.ศ.
2440
หนังสือพิมพ์บางกอกไตมส์ได้ตีพิมพ์ประกาศแจ้งความกำหนด
การละเล่นซีนีมาโตแครฟของชาวปารีส ณ โรงละคร
หม่อมเจ้าอลังการ (มาลากุล) ข้างประตูสามยอด
ในคืนวันที่ 10 , 11 และ 12 มิถุนายนนั้น ผู้ที่นำการละเล่น
อย่างใหม่ล่าสุดของโลกชนิดนี้เข้ามาสยามคือ
นายเอส. จี. มาร์คอฟสกี (S. G. Marchovsky ) ไม่ทราบสัญชาติ
หลังจากจัดฉายที่โรงละครซึ่งเก็บค่าชมจากสาธารณชนแล้ว
ต่อมาคืนวันที่ 28 มิถุนายน นายมาร์คอฟสกีได้รับการติดต่อ
ให้นำซีนีมาโตแครฟเข้าไปแสดงถวายสมเด็จพระนางเจ้า
เสาวภา ผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน
ต่างพระองค์ ณ มุขพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง
วันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2440 จึงนับว่าเป็นวันกำเนิดภาพยนตร์
ในประเทศไทย
หนังสือพิมพ์บางกอกไตมส์ได้ตีพิมพ์ประกาศแจ้งความกำหนด
การละเล่นซีนีมาโตแครฟของชาวปารีส ณ โรงละคร
หม่อมเจ้าอลังการ (มาลากุล) ข้างประตูสามยอด
ในคืนวันที่ 10 , 11 และ 12 มิถุนายนนั้น ผู้ที่นำการละเล่น
อย่างใหม่ล่าสุดของโลกชนิดนี้เข้ามาสยามคือ
นายเอส. จี. มาร์คอฟสกี (S. G. Marchovsky ) ไม่ทราบสัญชาติ
หลังจากจัดฉายที่โรงละครซึ่งเก็บค่าชมจากสาธารณชนแล้ว
ต่อมาคืนวันที่ 28 มิถุนายน นายมาร์คอฟสกีได้รับการติดต่อ
ให้นำซีนีมาโตแครฟเข้าไปแสดงถวายสมเด็จพระนางเจ้า
เสาวภา ผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน
ต่างพระองค์ ณ มุขพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง
วันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2440 จึงนับว่าเป็นวันกำเนิดภาพยนตร์
ในประเทศไทย
กำเนิดโรงหนัง
นับจากปี
พ.ศ.
2440 เป็นต้นมา
ได้มีคณะภาพยนตร์จากต่างประเทศ
เดินทางเข้ามาฉายภาพยนตร์สู่สาธารณชนในกรุงเทพฯ ปีละสอง
สามรายเสมอ ทำให้ชาวสยามเริ่มคุ้นเคยและเรียกมหรสพนี้ว่า หนังฝรั่ง
มีลักษณะคล้ายมหรสพ หนัง ดั้งเดิมของไทยซึ่งมีสองอย่าง คือ หนังใหญ่
และ หนังตะลุง ดังนั้นเมื่อเห็นฝรั่งนำการละเล่นคล้ายหนังมาแสดง
จึงเรียกว่า หนังฝรั่ง
เดินทางเข้ามาฉายภาพยนตร์สู่สาธารณชนในกรุงเทพฯ ปีละสอง
สามรายเสมอ ทำให้ชาวสยามเริ่มคุ้นเคยและเรียกมหรสพนี้ว่า หนังฝรั่ง
มีลักษณะคล้ายมหรสพ หนัง ดั้งเดิมของไทยซึ่งมีสองอย่าง คือ หนังใหญ่
และ หนังตะลุง ดังนั้นเมื่อเห็นฝรั่งนำการละเล่นคล้ายหนังมาแสดง
จึงเรียกว่า หนังฝรั่ง
จนกระทั่งปี
พ.ศ.
2448 คณะฉายหนังฝรั่งจากประเทศญี่ปุ่น
คือ
นาย ท. วาตานาเบ ( T. Watanabe ) เข้ามาจัดตั้งโรงภาพยนตร์
เป็นการถาวรแห่งแรกในสยามที่เวิ้งว่างหลังวัดดึก ถนนเจริญกรุง
จัดฉายหนังฝรั่งเป็นประจำทุกคืน ทำให้ชาวสยามค่อยๆเปลี่ยนไป
เรียกมหรสพ ชนิดนี้ว่า หนังญี่ปุ่น แต่ในระยะนี้เองได้มีการใช้คำเก่า
แต่เดิมในภาษาไทย คือคำว่า ภาพยนตร์ หรือ รูปพยนต์
ต่อมาโรงหนังญี่ปุ่นได้รับพระบรมราชานุญาตให้ประดับตราแผ่นดินได้
ชาวสยามจึงเรียกชื่อเสียใหม่
ว่า โรงหนังญี่ปุ่นหลวง ความสำเร็จของโรงหนังญี่ปุ่นเป็นตัวอย่าง
ให้พ่อค้าชาวสยามคิดทำธุรกิจจัดตั้ง โรงภาพยนตร์ขึ้นบ้างทีละโรงสองโรง
เช่น โรงหนังกรุงเทพซีนีมาโตกราฟ โรงหนังรัตนปีระกา โรงหนังบางรัก
โรงหนังพัฒนาการ ฯลฯ และต้องแข่งขันกันอย่างเข้มข้น
ด้วยการลดแลกแจกแถม โรงหนังในกรุงเทพฯ ตลอดจนโรงหนัง
ในต่างจังหวัด ไปจนถึงระยะก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เกือบทั้งหมด
เป็นโรงหนังที่มีสภาพไม่ต่างจากโกดังเก็บสินค้า เป็นโรงโถงโครงสร้างไม้ หลังคามุงสังกะสี ผนังกรุด้วยไม้ และสังกะสี
นาย ท. วาตานาเบ ( T. Watanabe ) เข้ามาจัดตั้งโรงภาพยนตร์
เป็นการถาวรแห่งแรกในสยามที่เวิ้งว่างหลังวัดดึก ถนนเจริญกรุง
จัดฉายหนังฝรั่งเป็นประจำทุกคืน ทำให้ชาวสยามค่อยๆเปลี่ยนไป
เรียกมหรสพ ชนิดนี้ว่า หนังญี่ปุ่น แต่ในระยะนี้เองได้มีการใช้คำเก่า
แต่เดิมในภาษาไทย คือคำว่า ภาพยนตร์ หรือ รูปพยนต์
ต่อมาโรงหนังญี่ปุ่นได้รับพระบรมราชานุญาตให้ประดับตราแผ่นดินได้
ชาวสยามจึงเรียกชื่อเสียใหม่
ว่า โรงหนังญี่ปุ่นหลวง ความสำเร็จของโรงหนังญี่ปุ่นเป็นตัวอย่าง
ให้พ่อค้าชาวสยามคิดทำธุรกิจจัดตั้ง โรงภาพยนตร์ขึ้นบ้างทีละโรงสองโรง
เช่น โรงหนังกรุงเทพซีนีมาโตกราฟ โรงหนังรัตนปีระกา โรงหนังบางรัก
โรงหนังพัฒนาการ ฯลฯ และต้องแข่งขันกันอย่างเข้มข้น
ด้วยการลดแลกแจกแถม โรงหนังในกรุงเทพฯ ตลอดจนโรงหนัง
ในต่างจังหวัด ไปจนถึงระยะก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เกือบทั้งหมด
เป็นโรงหนังที่มีสภาพไม่ต่างจากโกดังเก็บสินค้า เป็นโรงโถงโครงสร้างไม้ หลังคามุงสังกะสี ผนังกรุด้วยไม้ และสังกะสี
แตรวงนับเป็นกิจกรรมสำคัญอย่างหนึ่งที่โรงหนังต้องจัดให้มีไว้ประจำโรง
นับตั้งแต่ปี
พ.ศ.
2462 เป็นต้นมา
กิจการโรงภาพยนตร์ในสยามเกือบจะถูกผูกขาดโดย
สยามภาพยนตร์บริษัท
ซึ่งดำเนินกิจการค้าภาพยนตร์
มีโรงหนังต่างๆในกรุงเทพนับ
20
โรง
เช่น โรงหนังพัฒนาการ พัฒนารมย์
สิงคโปร์
ปีนัง ชะวา ฯลฯ และต่างจังหวัดทั่วสยาม
ปีนัง ชะวา ฯลฯ และต่างจังหวัดทั่วสยาม
ปี
พ.ศ.
2475 เป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองพระราชวงศ์จักรีและพระนครมีอายุ
150
ปี
รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้จัดสร้าง
โรงภาพยนตร์
ศาลาเฉลิมกรุง
เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งการเฉลิมฉลองพระนครครั้งนี้นับเป็นโรงภาพยนตร์ที่ใหญ่โตโอ่อ่าและทันสมัยแห่งแรกของสยาม
และยังโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งบริษัท สหศีนิมา จำกัด เป็นบริษัทค้าภาพยนตร์
ซึ่งเข้ามาดำเนินกิจการแทนที่สยามภาพยนตร์บริษัท ซึ่งตกต่ำและเลิกกิจการไป ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 กิจการโรงภาพยนตร์และกิจการค้าอื่นๆในสยาม ซึ่งเวลานั้นเปลี่ยนชื่อเป็นประเทศไทยแล้ว เกิดความถดถอยและซบเซาเพราะสภาวะสงคราม กรุงเทพฯ ถูกทิ้งระเบิดทางอากาศ หลังจากสงคราม ประเทศจึงฟื้นคืนชีวิตกลับมาอีก
และยังโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งบริษัท สหศีนิมา จำกัด เป็นบริษัทค้าภาพยนตร์
ซึ่งเข้ามาดำเนินกิจการแทนที่สยามภาพยนตร์บริษัท ซึ่งตกต่ำและเลิกกิจการไป ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 กิจการโรงภาพยนตร์และกิจการค้าอื่นๆในสยาม ซึ่งเวลานั้นเปลี่ยนชื่อเป็นประเทศไทยแล้ว เกิดความถดถอยและซบเซาเพราะสภาวะสงคราม กรุงเทพฯ ถูกทิ้งระเบิดทางอากาศ หลังจากสงคราม ประเทศจึงฟื้นคืนชีวิตกลับมาอีก
บริษัทผู้สร้างและจำหน่ายภาพยนตร์รายใหญ่ของฮอลลีวู้ดได้เข้ามาตั้งสำนักงานตัวแทนในประเทศไทยโดยตรงและจัดสร้างหรือจัดหาโรงภาพยนตร์
ของตนเอง
มีการลงทุนสร้างโรงภาพยนตร์ใหม่เพิ่มขึ้นมากทั้งในกรุงเทพฯ
และกระจายไปทั่วประเทศ
แม้ว่าปี พ.ศ.
2498 มีการเปิดสถานีโทรทัศน์สาธารณะแห่งแรกของประเทศที่บางขุนพรหม
แต่โทรทัศน์ยังไม่แพร่หลายพอที่จะเป็นคู่แข่งของภาพยนตร์
ในช่วงเวลาราว
30
ปี
หลังสงครามโลก มีโรงภาพยนตร์
เกิดขึ้นราว 200
โรง
ในกรุงเทพฯ และ 500 โรงในต่างจังหวัด ซึ่งรวมเป็นจำนวนเก้าอี้นั่งของโรงหนังทั่วประเทศ ประมาณ 5 แสนที่นั่ง
ในกรุงเทพฯ และ 500 โรงในต่างจังหวัด ซึ่งรวมเป็นจำนวนเก้าอี้นั่งของโรงหนังทั่วประเทศ ประมาณ 5 แสนที่นั่ง
นับจากปี
พ.ศ.
2525 เป็นต้นมา
โรงหนังในประเทศไทยเริ่มประสบปัญหาจากการแข่งขันแย่งผู้ชมจากโทรทัศน์
ซึ่งเกิดขึ้นอีกหลายสถานีและสามารถขยายการแพร่ภาพครอบคลุมไปทั่วประเทศ
ประกอบกับการเกิดขึ้นของเคเบิ้ลทีวี
และกิจการร้านให้เช่าวีดีโอเทป
เป็นเหตุให้กิจการโรงหนังซบเซาและปิดกิจการทีละรายสองราย
โดยเปลี่ยนไปสร้างเป็นสถานประกอบธุรกิจอื่นๆ
เช่น ตลาดสด ที่จอดรถ โกดังเก็บสินค้าและหลายโรงได้ถูกทุบทิ้งเพื่อก่อสร้างอาคารธุรกิจอื่นๆ ในระยะเดียวกันนั้น เป็นช่วงเวลาที่กิจการศูนย์การค้าใหญ่ๆ และทันสมัยกำลังผุดขึ้นเหมือนดอกเห็ดหน้าฝน เริ่มขึ้นในกรุงเทพฯ ก่อนแล้วกระจายไปตามจังหวัดใหญ่ๆ ทั่วประเทศและสิ่งที่มาพร้อมกับศูนย์การค้าใหญ่ๆนี้คือ โรงหนัง ขนาดเล็กๆ สองสามโรงอยู่ในศูนย์การค้าเหล่านี้ โดยเฉพาะเมื่อมีการสร้างโรงหนังในลักษณะรวมศูนย์เป็นกลุ่มอยู่ใน
เช่น ตลาดสด ที่จอดรถ โกดังเก็บสินค้าและหลายโรงได้ถูกทุบทิ้งเพื่อก่อสร้างอาคารธุรกิจอื่นๆ ในระยะเดียวกันนั้น เป็นช่วงเวลาที่กิจการศูนย์การค้าใหญ่ๆ และทันสมัยกำลังผุดขึ้นเหมือนดอกเห็ดหน้าฝน เริ่มขึ้นในกรุงเทพฯ ก่อนแล้วกระจายไปตามจังหวัดใหญ่ๆ ทั่วประเทศและสิ่งที่มาพร้อมกับศูนย์การค้าใหญ่ๆนี้คือ โรงหนัง ขนาดเล็กๆ สองสามโรงอยู่ในศูนย์การค้าเหล่านี้ โดยเฉพาะเมื่อมีการสร้างโรงหนังในลักษณะรวมศูนย์เป็นกลุ่มอยู่ใน
ศูนย์การค้า
มีการตกแต่งอย่างหรูหราและติดตั้งอุปกรณ์เครื่องฉาย
และเครื่องเสียงอันทันสมัย ปรากฎเป็นที่นิยมของแฟนภาพยนตร์รุ่นใหม่
ในยุคบริโภคนิยม เพราะเป็นภาพยนตร์จอด่วนมีให้เลือกชมหลากหลาย
ทำนองเดียวกับอาหารจานด่วนหรือฟาสท์ฟู้ด และล่าสุดของการเปลี่ยนแปลง
นอกจากการบรรจุโรงหนังกลุ่มรวมศูนย์อยู่ในศูนย์การค้าใหญ่ๆ
มีการทำสิ่งที่กลับกัน คือ สร้างอาคาร โรงหนัง กลุ่มขนาดใหญ่และบรรจุ
ศูนย์การค้าเล็กๆไว้ในนั้น โดยเรียกชื่อโรงหนังแบบนี้ว่า เมืองหนัง
(cinema city)
และเครื่องเสียงอันทันสมัย ปรากฎเป็นที่นิยมของแฟนภาพยนตร์รุ่นใหม่
ในยุคบริโภคนิยม เพราะเป็นภาพยนตร์จอด่วนมีให้เลือกชมหลากหลาย
ทำนองเดียวกับอาหารจานด่วนหรือฟาสท์ฟู้ด และล่าสุดของการเปลี่ยนแปลง
นอกจากการบรรจุโรงหนังกลุ่มรวมศูนย์อยู่ในศูนย์การค้าใหญ่ๆ
มีการทำสิ่งที่กลับกัน คือ สร้างอาคาร โรงหนัง กลุ่มขนาดใหญ่และบรรจุ
ศูนย์การค้าเล็กๆไว้ในนั้น โดยเรียกชื่อโรงหนังแบบนี้ว่า เมืองหนัง
(cinema city)




ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น